
ขอเชิญชาวหนังดีทุกคนมาวิพากษ์วิจารณ์หนังเรื่องนี้กันใครไปดูมาแล้ว เป็นยังไงหนุกไม่หนุกบอกกันมาเลย
*** หากจะสปอยล์เนื้อหาบางส่วนของเรื่อง แนะนำให้เตือนสมาชิกคนอื่นๆ ล่วงหน้า
โดยให้สมาชิกคนอื่นได้เห็นคำว่า สปอยล์ หรือ Spoil กันอย่างชัดเจนด้วยนะจ๊ะ
ความคิดเห็นที่ 13 จากคุณ “สปอยล์ร้อยแรงม้า” 8 ส.ค. 2557 03:41 น.
น้ำในช่องท้อง (Ascites)
น้ำในช่องท้องมีสาเหตุต่างๆ มากมาย สาเหตุที่พบบ่อยคือ จากโรคตับ หัวใจ ไต วัณโรค มะเร็งในช่องท้องหรือมีการทะลุของกระเพาะ ลำไส้ ทำให้มีน้ำเข้าไปในช่องท้อง และตับอ่อนอักเสบอย่างรุนแรง ฯลฯ
ถ้ามีน้ำในช่องท้องต้องพยายามแยกสาเหตุให้ได้ว่า มาจากโรคหัวใจ ตับ หรือไต ฯลฯ ซึ่งแพทย์สามารถแยกได้ไม่ยาก แต่ในที่นี้ขอพูดเกี่ยวกับน้ำในช่องท้องที่มาจากโรคตับเท่านั้น
เมื่อมีการอักเสบของตับจะเป็นแบบเฉียบพลัน (acutehepatitis)หรือเป็นเรื้อรัง ถ้าเป็นไปเรื่อยๆ เกิน 6 เดือน เรียกว่า ตับอักเสบเรื้อรัง (chronic hepatitis) ถ้าสาเหตุของโรคยังอยู่ โรคจะค่อยๆ ดำเนินการต่อจนเป็นโรคตับแข็งที่เรียกว่า cirrhosis ตับแข็งเป็นจุดหมายปลายทางของโรคตับ เมื่อเป็นแล้วจะไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพปกติได้ แม้สาเหตุของโรคจะหมดไปแล้ว เช่น หยุดดื่มเหล้าหรือ***จนไม่อ้วนแล้ว (อ้วนมากๆ ก็ทำให้เป็นโรคตับแข็งได้) เมื่อเป็นโรคตับแข็ง ผู้ป่วยอาจมีภาวะแทรกซ้อนของตับได้ 5 ประการ คือ
1.เลือดออกจากหลอดเลือดที่โป่งพองที่หลอดอาหารและกระเพาะอาหาร
2.ตับวาย (จะมีน้ำในช่องท้อง สะลึมสะลือ ไม่ค่อยรู้ตัว ฯลฯ)
3.ไตวาย
4.มะเร็งของตับ และ
5.มีการติดเชื้อ เพราะผู้ที่เป็นโรคตับแข็ง จะมีภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี จึงติดเชื้อได้ง่าย
ในโรคตับแข็งที่เป็นมากจนทำหน้าที่ไม่ได้ น้ำในช่องท้องจะเป็นสิ่งที่พบบ่อยที่สุด กล่าวคือ จะเกิดขึ้นประมาณ 7-10% ของผู้ป่วยโรคตับแข็งต่อปี ผู้ป่วยจะมีท้องโตขึ้น มีอาการบวมที่ขา และประมาณ 5% ของผู้ป่วยที่มีน้ำในช่องท้อง จะมีน้ำในช่องปอดข้างขวาด้วย ถ้ามีน้ำในช่องท้องมาก อาจทำให้ไส้เลื่อนได้บริเวณสะดือและที่ขาหนีบ (groin) ภาวะแทรกซ้อนที่มีอันตรายที่สุดของน้ำในช่องท้อง คือ การติดเชื้อของน้ำในช่องท้องที่เรียกกันว่า spontaneous bacterial peritonitis หรือ SBP
การวินิจฉัยน้ำในช่องท้อง ถ้ามีน้ำมากพอสมควรสามารถทำได้จากการตรวจร่างกายด้วยการคลำ เคาะ เป็นหลักในท่านอนหงาย และท่าตะแคงซ้ายหรือขวา ในท่านอนหงาย การเคาะจะมีเสียงทึบที่ด้านข้างของท้องและเสียงโปร่งตรงกลางคือบริเวณสะดือ เพราะลมจะอยู่ตรงนี้ (ที่ที่สูง) ข้างๆ ที่เคาะทึบเพราะมีน้ำอยู่ เมื่อผู้ป่วยนอนตะแคง ความโปร่งจากการเคาะจะอยู่ข้างที่อยู่ข้างบน เช่น ถ้าตะแคงซ้าย ความโปร่งจะอยู่ที่ข้างขวา ที่ตอนนี้อยู่ข้างบน เพราะลมจะอยู่ในบริเวณที่สูงสุด ฯลฯ ฉะนั้นการตรวจน้ำในช่องท้องแพทย์จะอาศัยการตรวจหา “shifting dullness” หรือความทึบที่เคลื่อนไหวได้
แต่ถ้าน้ำในช่องท้องมีน้อย การตรวจร่างกายอาจไม่สามารถตรวจพบได้ วิธีอื่นที่ง่าย ปลอดภัยและไม่แพงมากคือ การตรวจ ultrasound (คลื่นความถี่)ที่หน้าท้อง ผู้ที่มีน้ำในช่องท้องเป็นครั้งแรกทุกๆ คนควรได้รับการเจาะท้อง เอาน้ำไปตรวจว่ามีโรคอะไรแทรกหรือไม่ เช่น เป็น SBP วัณโรค หรือมะเร็ง ฯลฯ การตรวจน้ำในช่องท้องแพทย์จะตรวจหา albumin (โปรตีนชนิดหนึ่ง) เม็ดเลือดขาวเม็ดเลือดแดงเชื้อโรคและเชื้อมะเร็ง ฯลฯ
การรักษาน้ำในช่องท้อง คือ ก่อนอื่นควรพิสูจน์ว่ามีน้ำในช่องท้องเฉยๆ โดยไม่มีการติดเชื้อใดๆ ทั้งสิ้น หรือเป็นมะเร็งในช่องท้อง ถ้าพิสูจน์แล้วว่า เป็นน้ำในช่องท้องเฉยๆ การรักษาคือ ไม่ทานอาหารที่เค็ม โดยพยายามทานเกลือวันละไม่เกิน 2 กรัม หรือ 88 meq พร้อมทั้งยาขับปัสสาวะ ปกติมักไม่จำเป็นต้องลดปริมาณน้ำที่ดื่ม ยกเว้นกรณีที่ตรวจเลือดแล้วพบว่ามีธาตุ sodium (Na) ต่ำกว่า 125 meq/ลิตร (ปกติควรอยู่ที่ประมาณ 140) การให้ผู้ป่วยลดอาหารเค็มเป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างยาก ควรแค่แนะนำไม่ให้ใส่เกลือระหว่างทำอาหาร และไม่ใช้น้ำปลา ซีอิ๊ว เกลือบนโต๊ะอาหาร ควรพยายามทำให้ได้มากที่สุด ถ้าทำไม่ได้จริงๆ ก็ต้องอาศัยยาขับปัสสาวะ โดยหลักการแล้วควร***ตัวเพียง 1 ***กรัมในสัปดาห์แรก และ 2 ***กรัมในสัปดาห์ต่อๆ ไป ต้องพยายามไม่***ถึงวันละ 1/2 ***กรัม ในผู้ป่วยที่มีน้ำในช่องท้อง แต่ขาไม่บวม เพราะอาจทำให้ไตมีปัญหาได้
ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ของยาขับปัสสาวะ คือ มีปัญหาทางสมอง (encephalopathy) มีความผิดปกติของเกลือแร่ในเลือด และในผู้ชายอาจมี “นม” ที่โตขึ้นและเจ็บปวด
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์
“เข้าใจตรงกันนะ นักเรียน”
ความคิดเห็นที่ 12 จากคุณ “สปอยล์ร้อยแรงม้า” 8 ส.ค. 2557 03:32 น.
Ascites
Ascites หรือน้ำในช่องท้อง เป็นทั้งอาการ(คือสิ่งที่ผู้ป่วยบอกแพทย์) และอาการแสดง (คือสิ่งที่แพทย์ตรวจพบ)ที่พบบ่อยมาก ผู้ป่วยมักรู้สึกว่า ท้องตนเองโตขึ้น ถ้าเป็นเช่นนั้นจะต้องนึกถึงสาเหตุต่างๆ เช่น เป็นโรคอ้วน มีลมมากในช่องท้อง มีน้ำ ตั้งครรภ์ (ผมเคยตรวจเด็กนักเรียนที่มาหาผมที่จุฬาฯ ด้วยอาการท้องโตขึ้นและตรวจพบเป็นการตั้งครรภ์) หรือมีก้อนเนื้อ ฯลฯ แต่เมื่อตรวจพบว่าท้องที่โตนั้นเป็นน้ำ จะต้องนึกถึงสาเหตุต่างๆ เช่น โรคตับ (เป็นสาเหตุประมาณ 84% ของน้ำในช่องท้องทั้งหมด) โรคหัวใจและโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในช่องท้องหรือกระจายมาจากที่อื่น (ประมาณ 10-15%) จากวัณโรค หรือการติดเชื้ออื่นๆ ในช่องท้อง จากโรคไต จากโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน หรือจากต่อมไทรอยด์ทำงานไม่เต็มที่ (hypothyroid)
การแยกแยะโรคต่างๆนี้ แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เช่น จากประวัติอาจทราบว่าผู้ป่วยเคยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบีหรือซี หรือมีประวัติที่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ 2 ตัวนี้ คือ พ่อแม่มีเชื้อมาก่อนหรือเคยเป็นโรคตับ ดื่มแอลกอฮอล์มากมานานหรืออ้วนมากมานาน (อ้วนมากทำให้เป็นโรคตับแข็งได้) มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยหรือมีการใช้ยาเสพติด โดยใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
การตรวจร่างกายสามารถแยกแยะได้ว่าเป็นโรคตับ คือมีอาการแสดงของโรคตับ หรือตรวจพบว่าเป็นโรคหัวใจ เพราะมีอาการแสดงของโรคหัวใจ เช่น ความดันของหลอดเลือดที่คอสูงกว่าปกติ (raised jugular venous pressure) หัวใจโต หัวใจเต้นเร็ว มีเสียงหัวใจเต้นผิดปกติ ฯลฯ การตรวจหน้าท้องอาจพบก้อนมะเร็ง อาการและอาการแสดงร่วมอื่นๆ เช่น อาจพบว่าผู้ป่วยมีน้ำหนักลด เบื่ออาหาร มีต่อมน้ำเหลืองโตหรือตับโต (มะเร็งลามไป) ฯลฯ ถ้าเป็นการติดเชื้อในช่องท้องผู้ป่วยอาจมีไข้
การตรวจเพิ่มเติมทางห้องแล็ป แล้วแต่ว่าสงสัยโรคอะไร แต่ทุกผู้ป่วยที่มีน้ำในช่องท้อง แพทย์จะต้องเจาะท้องเอาน้ำไปตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงของโรค เช่น มาจากการติดเชื้อ จากมะเร็ง จากโรคตับแข็งธรรมดา ฯลฯ แพทย์จะดูสีน้ำที่เจาะได้ว่า ขุ่น แดงไหม และเอาน้ำไปตรวจหาเม็ดเลือดขาว แดง เซลล์มะเร็ง โปรตีน น้ำตาล ฯลฯ
ส่วนการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุว่า เป็นโรคอะไร ถ้าเป็นวัณโรคก็ให้ยารักษา ถ้าเป็นโรคตับแข็งโดยไม่มีการติดเชื้อแทรกก็เป็นการรักษาน้ำในช่องท้องเฉยๆ ถ้าน้ำในช่องท้องมีการติดเชื้อก็ต้องให้ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อโรคให้หมดสิ้นไป
การรักษาน้ำในช่องท้องที่เกิดจากโรคตับแข็งที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน หลักการใหญ่ๆคือ การรับประทานเค็มให้น้อยลงเหลือ 2 กรัมต่อวัน โดยสรุปคืออย่าใช้น้ำปลา ซีอี๊ว เกลือ ฯลฯ บนโต๊ะอาหาร และเวลาปรุงอาหารอย่าใส่ให้เค็มมาก ควรได้รับคำแนะนำวิธีปรุง ทำอาหารจากนักโภชนาการ หลีกเลี่ยงอาหารกระป๋องหรืออาหารที่รสเค็มจัด ถ้าลดความเค็มแล้วยังไม่ได้ผล ต้องใช้ยาขับปัสสาวะ(diuretic)ด้วย ซึ่งปัจจุบันมักใช้ยา 2 ตัวร่วมกัน แต่ถึงใช้ยาขับปัสสาวะก็ยังต้องควบคุมการรับประทานเค็ม
ถ้าคุมความเค็ม ให้ยาขับปัสสาวะแล้ว ยังไม่ดีขึ้น (คือผู้ป่วยมีน้ำหนักลดน้อยกว่า 1.5 กก.ต่อสัปดาห์) อาจจะต้องพิจารณาเจาะท้องเอาน้ำออก ถ้าเอาออกไม่เกิน 5 ลิตรต่อครั้ง มักไม่มีปัญหา แต่ถ้าเอาน้ำออกระหว่าง 6-8 ลิตรต่อครั้ง จะต้องให้โปรตีน albumin 6-8 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตรที่เอาออก
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์
หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับที่ 12014 วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม 2557 หน้า 3
ความคิดเห็นที่ 11 จากคุณ “สปอยล์ร้อยแรงม้า” 8 ส.ค. 2557 03:12 น.
ส่วน ascites จาก non-portal hypertension
ส่วนใหญ่ เป็นปัญหาของ peritoneal disease ได้แก่
- การติดเชื้อของ peritoneum (เช่น tuberculous peritonitis)
- inflammatory process ที่ involve peritoneum (เช่น serositis จาก systemic lupus erythrematosus)
- metastasis มาที่ peritoneum หรือ carcinomatosis peritonii
ภาวะเหล่านี้ ทำให้มี peritoneal inflammation, irritation และ exudation
นอกจากนี้ กรณีของ malignancy-related ascites พยาธิกำเนิดของ ascites ยังเกิดจาก มี tumor มาอุดตันที่ lymphatic drainage system
และตัว tumor ได้สร้าง cytokines หลายตัว ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของ permeability ของ endothelial cells ที่ peritoneal surface
“เข้าใจตรงกันนะ นักเรียน”
ความคิดเห็นที่ 10 จากคุณ “สปอยล์ร้อยแรงม้า” 8 ส.ค. 2557 03:02 น.
ซึ่งถ้าหากได้จากการติดเชื้อครั้งนี้ แป้บเดียว เกิดท้องมาน ก็ไม่สมจริงอย่างเเรง.....
อีกอย่าง คนเป็นไวรัสตับ แล้วมีท้องมาน ไม่ดูดีขนาดนี้เเน่ๆ -___-"
เพราะโดยปกติ ท้องมานเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยตับแข็ง
การมีท้องมาน แสดงถึงตับแข็งได้เข้าสู่ระยะลุกลาม
ซึ่งหากปล่อยให้ภาวะโรคดำเนินต่อไป จะเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อ เลือดออกในทางเดินอาหาร อาการสมองจากโรคตับ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ความคิดเห็นที่ 9 จากคุณ “สปอยล์ร้อยแรงม้า” 8 ส.ค. 2557 02:53 น.
ที่มาของชื่อเรื่อง...
“ฝากไว้..ในกายเธอ”
คือ
ฝาก hepatitis B virus ไว้ ในกายเธอ
ผ่านทางเลือดขณะมีเพศสัมพันธ์
///ตึ่งโป๊ะ!!!