ข่าว > ข่าวสัพเพเหระทั้งหมด > Webmaster Talk

เกร็ดหนังดี เกร็ดน่ารู้รายละเอียดการถ่ายทำ X-Men: Days of Future Past

27 พ.ค. 2557 09:37 น. | เปิดอ่าน 1435 | แสดงความคิดเห็น
แชร์หน้านี้ แชร์หน้านี้
 

https://www.nangdee.com/title/html/3322/X-Men:-Days-of-Future-Past.html

 

การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “Days of Future Past” เริ่มเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2013 ที่มอนทรีออล  in Montréal, Quebec, ประเทศแคนาดา กองถ่ายปักหลักกันที่ Mel’s Cité du Cinema (โดยทั่วไปเรียกกันว่า  “Mel’s”) สตูดิโอขนาด 27 เอเคอร์บน Île de Montréal ซึ่งอยู่เหนือแม่น้ำ St. Lawrence  ประกอบไปด้วยโรงถ่าย 7 แห่งที่มีพื้นที่รวม 116,500 ตารางฟุต รวมถึงพื้นที่สำนักงาน 143,000 ตารางฟุต ภาพยนตร์เรื่อง “Days of Future Past” ต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่ทุกตารางฟุตด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อการถ่ายทำภาพยนตร์อย่างยิ่งใหญ่แบบที่ต้องการ 

ผู้ออกแบบฉากเจ้าของรางวัล Oscar ถึงสองครั้ง จอห์น ไมร์ (“Memoirs of A Geisha,” “Chicago”) พร้อมกับแผนกศิลป์ที่มีความสามารถของเขา นำทีมโดยผู้กำกับภาพฯ มิเชล ลาลิเบิร์ต (“The Curious Case of Benjamin Button,” “The Day After Tomorrow”) และผู้ตกแต่งฉากฯ เจ้าของรางวัล Academy Award กอร์ดอน ซิม (“Chicago”) ต้องมารับภารกิจอันน่ากลัวในการควบคุมการออกแบบ การคิดค้นและก่อสร้างฉากสำหรับภาพยนตร์จำนวน 40 ฉาก รวมถึงออกแบบฉากฯ และกำกับศิลป์ฯ ในสถานที่จริงอีก 36 แห่งในภาพยนตร์และพื้นที่รอบเมืองมอนทรีออล

 

https://www.nangdee.com/title/html/3322/X-Men:-Days-of-Future-Past.html

 

ไมร์ทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบฉากฯ ในภาพยนตร์ต้นฉบับ “X-Men” ของซิงเกอร์ เขาต้องมารับหน้าที่ออกแบบครั้งสำคัญให้ภาพยนตร์เอ็กซ์-เม็นมาถึงทุกวันนี้ที่เป็นเรื่องราวของ 2 ยุคคือปี 1970 และอนาคตอันใกล้ ไมร์เห็นว่าการออกแบบภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องและคงความขลังเอาไว้ให้องค์ประกอบความคิดโดยรวม เขาพยายามจินตนาการถึงการลำดับภาพระหว่างอดีตกับอนาคต และจะให้แต่ละช่วงมีความเชื่อมต่อกันได้อย่างไร

หนึ่งในฉากที่มีความกว้างใหญ่ของภาพยนตร์คือภายนอกอารามในอนาคต ซึ่งเป็นอารามโบราณที่ถูกสร้างขึ้นมาในไหล่เขา ซิงเกอร์เล่าว่าด้านในของอารามที่วูล์ฟเวอรีนอาศัยอยู่ตอนที่จิตของเขาย้อนเวลากลับไปถูกสร้างขึ้นตามโบสถ์ที่เขาเคยเห็นรูป กระจกที่ถูกเคลือบทำให้ผู้กำกับฯ เล่าว่า “มันมีความประณีตราวกับมีความมหัศจรรย์ ผมไม่อยากให้สถานที่นั้นดูหม่นหมองหดหู่ ผมอยากให้ดูมีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีความหัศจรรย์บางอย่างเกิดขึ้นที่นั่น”

 

X-Men: Days of Future Past - X-เม็น: สงครามวันพิฆาตกู้อนาคต

 

ไมร์และทีมงานใช้พื้นที่ทุกนิ้วจาก 36,500 ตารางฟุตของ Stage H ที่ Mel’s เพื่อสร้างขนาดใหญ่ที่ฮิวจ์ แจ็คแมน, ฮาลลี เบอร์รี่, แพทริค สจ๊วต และ เอียน แม็คเคลเลนกลับมารวมตัวกันในเรื่อง อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ต่างมาพบศัตรูตัวฉกาจแห่งอนาคตของพวกเขา 


เช่นเดียวกับซิงเกอร์ ไมร์รู้สึกว่านักแสดงที่น่าทึ่งได้สร้างบรรยากาศให้ดูสมจริงจนพวกเขารู้สึกตื่นเต้นมาก  “ไบรอันบอกผมว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีโอกาส เราควรสร้างฉากจริงขึ้นมา” ไมร์กล่าว “ฉะนั้นในกรณีของอาราม คุณจะได้กลิ่นมีการจุดธูปด้วยซ้ำ”

 “ฉาก The Monastery มีการผสมผสานความงามในแบบศิลปะและแบบไซไฟ” คินเบิร์กกล่าว “ถือว่าเป็นการเปรียบเทียบกันได้อย่างละเอียดลงตัว เพื่อให้เห็นว่าอารามโบราณแห่งนี้ที่มีอายุนับพันปีถูกรายล้อมไปด้วยองค์ประกอบของหนังไซไฟอย่างเอ็กซ์-เจ็ทลำใหม่และหุ่นยนต์เซนทิเนลส์” 

 

X-Men: Days of Future Past - X-เม็น: สงครามวันพิฆาตกู้อนาคต

 

ได้แรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมของชาวเอเชียหลากรูปแบบ อาทิเช่น ชาวจีน ชาวญี่ปุ่น ชาวอินเดีย และชาวอินโดนีเซีย ไมร์ออกแบบฉากเหมือนสิ่งก่อสร้างทั้งหมดถูกแกะสลักออกมาจากหินแต่ละก้อนโดยนักบวชโบราณ อารามมี 3 ส่วน ได้แก่ กำแพงใหญ่ที่มีการแกะสลักซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเป็นเกราะป้องกัน; บริเวณด้านหลังที่ประกอบด้วยโครงสร้างคล้ายกับเจดีย์ที่จัดเรียงไว้ ซึ่งใช้สำหรับการสวดมนต์และการรวมตัวกัน และทางเดินหน้ามุขหลักที่ทำหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้ายของการป้องกันการโจมตี รวมถึงเป็นประตูเข้าสู่ด้านในของอาราม

สำหรับไมร์แล้ว ด้านในแห่งนี้เป็นหัวใจหลักของภาพยนตร์ เขาอยากให้ฉากเป็นสถานที่ที่สร้างอารมณ์พิเศษทำให้นึกถึงเรื่องราวในอดีต สำหรับการร่วมงานกับผู้กำกับภาพฯ นิวตัน โธมัส ซีเกล ผู้ออกแบบได้สร้างลักษณะของความหลากหลายลงไปในฉาก อาทิเช่น เสากระจกที่หมุนตลอดและกำแพงที่มีลวดลายทำให้ซีเกลต้องใช้มุมกล้องพิเศษและเล่นกับการหลอกตาเหมือนกับบ้านสวนสนุก ซีเกลและไมร์มีแนวการทำงานใกล้เคียงกัน ไอเดียของซีเกลเรื่องการจัดแสงและอารมณ์ของการถ่ายทำบางฉากต้องคล้องจองกับฉากของไมร์

ซีเกลยอมรับว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนถ่ายหนัง 2 เรื่องที่มีความแตกต่างติดต่อกัน “นี่เป็นความสนุกอย่างหนึ่งของผมเลย” เขากล่าว “ผมใช้ชีวิตผ่านช่วงยุค 70 มาแล้ว ฉะนั้นผมจะมีศิลปะที่ใช้อ้างอิงถึง ‘อดีต’  สำหรับการสร้าง ‘อนาคต’ ที่ไม่มีความทรงจำด้านศิลปะและไม่มีแหล่งอ้างอิงใดๆ  ผมจึงอาศัยการสร้างหมวดคำศัพท์ภาพให้เกิดไอเดียขึ้นมา โลกในอดีตอบอุ่นกว่า มีความหยาบและดูอึมครึมมากกว่า ขณะที่อนาคตจะเหน็บหนาวมากขึ้น มืดมิดมากขึ้น และหมดหวังขึ้นมากขึ้น”  

 

X-Men: Days of Future Past - X-เม็น: สงครามวันพิฆาตกู้อนาคต

 

ฉากที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรองลงมาเป็นอันดับสองคือบริเวณสวนด้านนอกของทำเนียบขาว (ในฉากปี 1973) ซึ่งใช้เป็นสถานที่ต่อสู้ครั้งสำคัญของภาพยนตร์ ฉากสร้างขึ้นใน “โรงถ่าย” ของ Mel’s (คือลานจอดรถที่มีแต่ยางมะตอย) และไมร์ออกแบบฉากได้แหวกแนว โดยเขาและทีมงานได้สร้างกล่องสี่เหลี่ยมที่ประกอบด้วยตู้คอนเทนเนอร์สินค้า 100 กล่อง ประกอบไปด้วยตู้คอนเทนเนอร์ยาว 5 ตู้เรียงซ้อนกันขึ้นไปสูง 5 ชั้น ใน 4 ด้านของกล่องจะมีพื้นที่  40,000 ตารางฟุตที่ถูกปูราบเพื่อเป็นบริเวณสวนของ 1600 Pennsylvania Avenue ด้วยความสูง 4 ชั้น สูงกว่าผ้ากรีนสกรีนที่ยาว 10,000 หลาที่ใช้จัดตกแต่งเป็นผนังด้านในเป็นที่กำบัง ซึ่งเทคโนโลยี Simul-Cam สามารถถ่ายทอดภาพทำเนียบขาวด้านนอกของจริงออกมาได้ และขณะเดียวกันก็ใช้กล้อง 3 มิติเก็บภาพฟุตของนักแสดง

ฉากอื่นที่มีความยิ่งใหญ่ยังรวมถึงซีรีโบรที่มีความโดดเด่น และเชื่อมติดกับ Blue Hallways (สร้างขึ้นในโรงถ่าย  Alstom Stage ขนาด 30,000 ตารางฟุตของมอนทรีออล) สำหรับฉากเหล่านี้ไมร์ต้องปัดฝุ่นพิมพ์เขียวเก่า และสร้างสำเนาฉบับใหม่ขึ้นมาจากภาพยนตร์ “X-Men” ภาคแรก แจ็คแมนเล่าว่า “สำหรับผม ฮาลลี และแพทริคที่เดินอยู่บนทางเดินนั้นรู้สึกเหมือนเดจาวู เหมือนเราได้ย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว”  

 

X-Men: Days of Future Past - X-เม็น: สงครามวันพิฆาตกู้อนาคต

 

แมนชั่นของซาเวียร์ถูกสร้างขึ้นมาในโรงถ่าย Mel’s เพราะภาพยนตร์เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตและอนาคต ทั้งซีรีโบรและแมนชั่นของซาเวียร์อยู่จะถูกถ่ายกลับไปมาระหว่างที่พวกเขาถ่ายทำฉากชั่วคราว ด้วยตารางการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ถูกจำกัดเวลา หลายฉากจึงต้องถ่ายทำในเวลาที่กำหนด ในภาพยนตร์ภาคก่อนๆ มีการใช้สถานที่หลายแห่งถ่ายทำฉากแมนชั่น แต่ไม่สามารถหาสถานที่ที่มีความเหมาะสมได้ในมอนทรีออล  ไมร์จึงสร้างฉากภายในแมนชั่นขึ้นมาใหม่ให้เหมือน “X-Men” ต้นฉบับที่ใช้สถานที่ของ Casa Loma ในโตรอนโต  


ฉากอื่นที่สร้างเพิ่มขึ้นมายังรวมถึงห้องนอนใต้ดินในปี 1973 ที่เราได้พบกับควิกซิลเวอร์เป็นครั้งแรก หนึ่งในฉากอื่นๆ ยังมีห้องทำงานประธานาธิบดีปี 1973 สถานที่ทำงานของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันในสมัยนั้น ซึ่งช่วงเวลาการปกครองของเขาคล้องจองกับเนื้อเรื่องพอดี การจำลองของไมร์ถูกต้องตรงตามประวัติศาสตร์และมีรายละเอียดที่แม่นยำแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ


สำหรับเอ็กซ์-เจ็ทที่ไมร์บรรยายเอาไว้ว่าเป็น “ยานรบ” เป็นฉากหนึ่งที่มีความท้าทายมากทั้งด้านการออกแบบและการสร้างขึ้นมา “เอ็กซ์-เจ็ทต้องให้ความรู้สึกที่สมจริงตรงกับเอ็กซ์-เจ็ทต้นฉบับจากหนังสือการ์ตูนและหนังภาคก่อน แต่ก็ต้องมีความแปลกใหม่และมีความแตกต่างด้วย” คินเบิร์กกล่าว “ทีมงานต้องการสร้างพาหนะที่มีความสมจริงโดยไม่มีจุดเชื่อมต่อที่เห็นชัด โดยใช้รูปลักษณ์ สัดส่วนที่จัดเรียงมาอย่างแนบเนียน”

 

X-Men: Days of Future Past - X-เม็น: สงครามวันพิฆาตกู้อนาคต

บรรดาทีมงานฝ่ายผลิตของไมร์เป็นช่างฝีมือนับ 300 ชีวิต ได้แก่ ช่างไม้ ช่างทาสี ช่างปูน ช่างแกะสลัก ผู้ออกแบบฉาก ช่างตกแต่ง และทีมงานสร้างฉาก รวมถึงคนอื่นๆ โปรเจ็กต์ขนาดใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเป็นรูปร่างขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดจากทุกมุมมองของการถ่ายทำ


ตอนที่สร้างฉากต่างๆ เช่น หมวกซีรีโบร มีหลายองค์ประกอบต้องถูกบันทึกไว้หลังการออกแบบขั้นสุดท้ายได้รับการอนุมัติ เช่น จะใช้วัสดุใดให้มีความสบายและความสวยงาม มันจะพอดีกับศีรษะของแม็คอะวอยได้ยังไง มันจะรับแสงและสะท้อนแสงบนกล้องยังไง ซีรีโบรในปี 1973 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสิ่งสะท้อนถึงพัฒนาการของภาพยนตร์ “X-Men: First Class” ต้นฉบับ ซีรีโบรในอนาคตดูเรียบง่ายขึ้น กระชับมากขึ้น ดูเพรียวและมีน้ำหนักเบามาก  


การออกแบบวีลแชร์ของซาเวียร์เวอร์ชั่นสุดท้ายของผู้สร้างภาพยนตร์สะท้อนถึงวีลแชร์ที่เคยปรากฏมาแล้วในโลกเอ็กซ์-เม็น และสำหรับเวอร์ชั่นแห่งอนาคตเธอได้ร่วมมือกับไมร์เพื่อสร้างสิ่งที่มีความโดดเด่นออกมา สำหรับเทคโนโลยีในอนาคตพวกเขาได้ข้อสรุปว่าเก้าอี้ไม่จำเป็นต้องมีล้อ และสามารถเคลื่อนที่ได้โดยใช้แม่เหล็ก

 

https://www.nangdee.com/photoThumbnail/mpictures/m3322p/DF-02072_j9DJeXGThu102329.jpg

 

ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย หลุยส์ มินเกนแบช (“The Usual Suspects,” “X-Men,” “X2”) ทีมงานของเธอใช้เวลาเตรียมตัว 5 เดือนก่อนเริ่มเปิดกล้องถ่ายทำ นอกจากการออกแบบและการสร้างขึ้นมาจากภาพร่างแล้ว เครื่องแต่งกายของฮีโร่ตัวสำคัญรวมถึงชุดที่ได้แรงบันดาลใจมาจากปี 1970 มินเกนแบชใช้ทรัพยากรจากร้านเช่าเสื้อผ้ามากกว่า 10 แห่งในสหรัฐฯ และมอนทรีออล และค้นหาในร้านขายเสื้อผ้าโบราณรวมถึงการจัดแสดงเสื้อผ้าแนววินเทจทั่วประเทศ  


มินเกนแบชและซิงเกอร์จำกัดความให้กับอนาคตอันใกล้ และคำนึงถึงเหตุการณ์ที่ตัวละครต้องพบกับตัวเอง “พวกเขากำลังจะถูกตามล่า ฉะนั้นชุดที่ดูเรียบร้อย สะอาด และดูดีมีประกายไม่เหมาะแน่” มินเกนแบชกล่าว “มันไม่ง่ายเลยที่จะต้องผลิตชุดที่มีความซับซ้อนและต้องส่งไปทำลาย แต่มันก็มีสภาพที่ดูสมจริงเหมือนผ่านสงครามมาเลย” 


มินเกนแบชออกแบบและผลิตเสื้อผ้าขึ้นมาเป็นพิเศษ นักแสดงแต่ละคนต้องวัดตัวให้พอดี และทุกรายละเอียดจะถูกประดิษฐ์และประดับเพื่อสร้างมิติให้กับเหล่านักแสดง การสวมชุดไม่เหมือนกับการสวมกางเกงยีนหลวมๆ เสื้อผ้าบางชุดมีน้ำหนักหลายปอนด์หรือมีน้ำหนักมาขึ้นเพราะอาวุธและเครื่องประดับที่เสริมเข้าไป นักแสดงแต่ละคนต้องได้รับการช่วยเหลือเวลาใส่และถอดเครื่องแต่งกายที่มีความพิถีพิถันเหล่านี้ ชุดซูเปอร์ฮีโร่เกือบ 24 ชุดที่ผลิตขึ้นเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ละชุดจะถูกปรับให้เข้ากับพลังวิเศษของตัวละคร ชุดที่ยากสุดคือชุดของมนุษย์กลายพันธุ์ที่ไม่เคยมีเครื่องแต่งกายมาก่อนคือโปรเฟสเซอร์ เอ็กซ์ 

 

https://www.nangdee.com/title/html/3322/X-Men:-Days-of-Future-Past.html

 

ก่อนจะค้นหาเครื่องแต่งกายแนวพีเรียดปี 1970 มินเกนแบชได้หารือไอเดียของเธอร่วมกับไมร์ ทั้งคู่เห็นด้วยว่าการหาลวดลาย เนื้อผ้า และสีสันที่สื่อถึงยุคสมัยมีความสำคัญมาก โทนสีแบบสีสนิม สีส้มและสีเขียวสื่อถึงชีวิตสมัยก่อนของภาพยนตร์ มินเกนแบชและทีมงานของเธใช้เวลาหลายเดือนทำการสะสมเคื่องแต่งกายจากร้านเช่าเสื้อผ้า ร้านเสื้อผ้าแนววินเทจและร้านเสื้อผ้าออนไลน์ เสื้อผ้าจำนวนมากถูกส่งมาที่มอนทรีออลจากสหรัฐฯ และยุโรป  

 
แผนกเครื่องแต่งกายต้องสร้างเตนท์ขนาดใหญ่ขึ้นมาในโรงถ่ายติดกับฉาก เพื่อสร้างห้องเก็บเสื้อผ้าที่ใหญ่เท่าห้างสรรพสินค้า ในการถ่ายทำหลายวันทีมงานต้องดูแลเครื่องแต่งกายแนววินเทจให้นักแสดงสมทบกว่า 600 คนโดยใช้เตนท์เป็นสถานที่ปักหลัก ภารกิจนี้ต้องใช้การจัดการที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่แผนกเครื่องแต่งกายเท่านั้น แต่รวมถึงฝ่ายเมคอัพ ทำผมและฉากด้วย  
  

 “เครื่องแต่งกายในภาพยนตร์เรื่อง ‘Days of Future Past’ สื่อถึงพลังวิเศษของมนุษย์กลายพันธุ์แต่ละคนมากกว่าภาพลักษณ์ในฐานะซูเปอร์ฮีโร่ของทีม” มินเกนแบชกล่าว “ไบรอันเข้าใจและยืนยันเสมอว่า ประเด็นสำคัญคือภาพยนตร์เป็นสื่อกลางที่แตกต่างจากหนังสือการ์ตูนอย่างสิ้นเชิง ฉะนั้นเครื่องแต่งกายต้องดูน่าเชื่อถือและสวมใส่ได้จริง ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการหาความสมดุล ความลงตัวระหว่างการสะท้อนตัวละครผ่านเครื่องแต่งกาย แต่ต้องมอบความแปลกใหม่ให้ผู้ชมด้วย”

 

X-Men: Days of Future Past        X-เม็น: สงครามวันพิฆาตกู้อนาคต

22 พฤษภาคม 2014  ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

http://www.xmendaysofthefuturepast-thai.com/

https://www.facebook.com/XMenmoviesTh

 

: X-Men: Days of Future Past, X-เม็น: สงครามวันพิฆาตกู้อนาคต, เกร็ดหนังดี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

  • เกร็ดหนังดี ล้วงลึกก่อนดูภาพยนตร์ หม่อม
  • เจมส์ แม็คอะวอย เลือกหนัง X-Men ที่แสดงยากที่สุด!
  • เกร็ดหนังน่ารู้ ก่อนดู Black Adam 20 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น!
  • เกร็ดภาพยนตร์ Vesper ฝ่าโลกเหนือโลก 6 ตุลาคม ในโรงภาพยนตร์
  • 6 เกร็ดหนังทวนความจำก่อนดู Fantastic Beasts: The Secrets Of The Dumbledore
  •  
     
     
    ร่วมแสดงความคิดเห็น
     
    ชื่อ :
     
    ความคิดเห็น :