ข่าว > ข่าวสัพเพเหระทั้งหมด > Webmaster Talk

ชี้จุดไข่อีสเตอร์ “X-Men: Dark Phoenix” พร้อมเกร็ดหนังดีที่คุณอาจพลาดไม่รู้ตัว!

12 มิ.ย. 2562 12:12 น. | เปิดอ่าน 798 | แสดงความคิดเห็น
แชร์หน้านี้ แชร์หน้านี้
 

ส่งความมันปิดท้ายแฟรนไชส์เกือบ 20 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ “X-Men: Dark Phoenix - X-เม็น ดาร์ก ฟีนิกซ์” ที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งแง่ดีและแง่ลบ บ้างก็ว่าน่าผิดหวัง บ้างก็ว่าสวยงาม น่าประทับใจ แต่เชื่อเลยว่าใครเป็นแฟนตัวจริงเสียงจริงทั้งจักรวาลภาพยนตร์และจักรวาลคอมมิค ดูแล้วต้องนึกถึงวันเวลาเก่า ๆ อย่างแน่นอน เพราะตัวหนังนั้นแอบซ่อนจุดเชื่อมโยงเอาไว้เพียบ! สำหรับใครที่พลาดหรือไม่ทันสังเกตไม่ต้องห่วงไป เพราะวันนี้เราจะพาไปส่องไข่อีสเตอร์ทั้งหมด แถมด้วยเกร็ดหนังดีน่ารู้เล็ก ๆ น้อย ๆ กัน

 

*หมายเหตุ: เนื้อหาหลังจากนี้เต็มไปด้วยสปอยล์เหมาะสำหรับผู้ที่ชมภาพยนตร์แล้วเท่านั้น*

 

“วุค” เอเลี่ยนเผ่าพันธุ์ “ดี’บารี” เคยฟัดกำเหล่าอเวนเจอร์สในคอมมิค

ตัวละครปริศนาของเจสสิกา แชสเทนเป็นเอเลี่ยนเผ่าพันธุ์ดี’บารี ที่ดวงดาวบ้านเกิดของพวกเขานั้นระเบิดวินาศไปเพราะพลังคอสมิกลึกลับ ก่อนพลังนั้นจะพุ่งเข้าหาตัวจีน เกรย์ พวกเขาเชื่อว่าพลังคอมมิคนั้นแม้จะแข็งแกร่งเกินกว่าจะรับมือได้ แต่ก็นับเป็นประกายแห่งความหวังที่สามารถใช้ล้างบางมนุษยชาติทุกคน แล้วยึดโลกไว้เป็นฐานที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ของพวกเขาได้ ซึ่งแตกต่างจากในฉบับคอมมิค Dark Phoenix Saga ที่ดวงดาวของพวกเขาถูกทำลายโดยจีน เกรย์หลังจากตีกับทีม X-Men โดยใช้พลังสุริยะมาช่วยทำลายดาวของเอเลี่ยนตัวร้ายเผ่านี้ให้สิ้นซาก

 

ส่วนตัวละครของเจสสิกา แชสเทนนั้นชื่อว่า วุค เชื่อมโยงกับตัวละครในคอมมิคชื่อเดียวกัน ปรากฏตัวครั้งแรกในคอมมิค Avengers #4 เป็นเอเลี่ยนผู้ชายตัวเขียวที่แปลงร่างให้หน้าตาคล้ายมนุษย์ ย่องเข้าไปทำร้ายให้เหล่าสมาชิกทีมอเวนเจอร์สกลายเป็นหิน ก่อนวุคจะกลายเป็นเผ่าดี’บารีคนสุดท้ายที่เหลืออยู่หลังจีน เกรย์ถล่มดาวบ้านเกิดของเขา เป็นเหตุให้วุคใช้ชีวิตของเขาเพื่อไล่ล่าและฆ่าจีนนับตั้งแต่นั้น

 

ช่วงเวลาปักหมุดปี 1975 และปี 1992 มีความหมาย

ช่วงแฟลชแบ็คกลับไปยังอดีตของจีนเกรย์ใน “X-Men: Dark Phoenix” คือช่วงปี 1975 ซึ่งนอกจากเข้ากับช่วงอายุของจีนเกรย์แล้ว ยังเป็นปีที่เนื้อเรื่องจักรวาล X-Men เกิดใหม่ ด้วยคอมมิคชื่อว่า Giant-Size X-Men ของนักวาดเลน ไวน์ และเดฟ ค็อกรัม ก่อนที่ตำนาน X-Men อย่างคริส แคลร์มองต์จะมาแจมในคอมมิค Uncanny X-Men #94 ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น โดยเนื้อเรื่องในคอมมิคปีนี้ เป็นจุดกำเนิดเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง สตอร์ม และไนท์ครอว์เลอร์อีกด้วย 

 

ส่วนเรื่องราวตอนโตเกิดขึ้นในปี 1992 ซึ่งเป็นปีที่คอมมิค X-Men ประสบความสำเร็จมากที่สุด เนื่องด้วยคอมมิค X-Men #1 ฉบับนักวาด คริส แคลร์มองต์ และจิม ลี ทำยอดขายสูงสุดได้มากกว่าล้านฉบับ เกิดเป็นแอนิเมชั่น X-Men ครั้งแรกที่ฮิตถล่มทลาย ออนแอร์ทางช่อง Fox Kids ในเดือนตุลาคม 1992

 

จาก “ฟีนิกซ์” สู่ “มนุษย์หมาป่า”

ในฉากย้อนอดีตที่จีน เกรย์เถียงกับแม่เรื่องเพลงบนรถ ตอนแรกแม่ของเธอฟังเพลง By the Time I get to Phoenix ของจิมมี่ เว็บบ์ แต่จีนกลับไม่ชอบและเปลี่ยนไปเป็นเพลง Werewolves of London ของวอร์เรน ซีวอนแทน ในจุดนี้นอกจากจะเป็นการเชื่อมโยงถึงวูล์ฟเวอรีน สมาชิกทีม X-Men ในตำนานที่ไม่ได้ปรากฏในภาพยนตร์แล้ว ยังแสดงให้เห็นว่า ณ ตอนนั้นจีนยังไม่เข้าใจถึงพลังฟีนิกซ์ที่ซ่อนอยู่ และยังไม่ยอมรับในตัวตนของเธอนั่นเอง 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น Werewolves of London เป็นเพลงที่ปล่อยในปี 1978 อาจจะดูงง ๆ หน่อยที่เพลงถูกเปิดในปี 1975 ตามช่วงเวลาของเนื้อเรื่อง แต่ก็นับเป็นไข่อีสเตอร์ที่น่าสนใจอยู่ดีล่ะนะ

 

X-Men ที่เหลืออยู่จากรุ่นแรก 

คำพูดของมิสทีคที่บอกกับบีสต์ว่า พวกเขาคือคนที่เหลืออยู่จากรุ่นแรก เชื่อมโยงไปถึงเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์รุ่นแรกใน X-Men: First Class (2011) ที่ตอนนั้นประกอบไปด้วย แม็กนีโต้, เซเวียร์, มิสทีค, บีสต์, ฮาวอค, แองเจิล และบานชี ก่อนทั้งสามคนหลังจะโดยฆ่าตายในภาค X-Men: Apocalypse โดยนักวิทยาศาสตร์จิตวิปริตโบลิวาร์ ทราสต์

 

ชาร์ลสและเรเว่นในห้องครัว

หลังจากมิสทีคตาย เซเวียร์เข้ามาหาบีสต์ที่นั่งดื่มเหล้าเศร้าอยู่ในห้องครัวของบ้าน X-Men เซเวียร์พูดขึ้นมาว่าตัวเขาได้เจอกับมิสทีคครั้งแรกในห้องนั้น ซึ่งโยงไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน X-Men: First Class (2011) เมื่อทั้งสองยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ เซเวียร์ได้เจอกับมิสทีคในร่างตัวสีฟ้าหน้าตาประหลาด ที่ปลอมตัวเป็นแม่ของเขาแล้วบุกเข้ามาในห้องครัวบ้านของเพื่อขโมยอาหาร แต่ก็หลอกเซเวียร์ไม่ได้เพราะความสามารถโทรจิตอ่านใจคน ด้วยความดีใจที่รู้ว่าไม่ได้เป็นตัวประหลาดคนเดียวในโลกนี้ เซเวียร์ชวนมิสทีคมาใช้ชีวิตเป็นครอบครัวเดียวกัน รักและนับถือกันเป็นพี่น้องบุญธรรม

 

หมากรุกย้อนความหลังของเซเวียร์และแม็กนีโต้

ฉากสุดท้ายที่แม็กนีโต้ชวนเซเวียร์เล่นหมากรุก เขาพูดว่าเพื่อย้อนความหลังที่มีร่วมกันมา พาให้นึกถึงภาพยนตร์ทั้งหมดที่ผ่านในแฟรนไชส์ X-Men ที่พวกเราเริ่มเล่นหมากรุกมาด้วยกันครั้นยังพันธมิตรคนสนิทใน X-Men: First Class (2011) จนแม็กนีโตแยกตัวออกไปทิ้งเซเวียร์นั่งเล่นหมากรุกเพียงลำพังมาหลายปี แต่ก็ได้กลับมาเล่นด้วยกันทุกครั้งที่คืนดีกันไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

 

เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์จากคอมมิครวมตัว

แดซเลอร์ นักร้องเสียงใสที่ปรากฏตัวในปาร์ตี้ฉลองที่ X-Men ทำภารกิจสำเร็จ มีชื่อจริงว่า อลิสัน แบลร์ เธอคือเจ้าของพลังเปลี่ยนคลื่นเสียงให้เป็นลำแสงและแสงสว่าง นอกเวลางานฮีโร่ แดซเลอร์คือนักร้องดิสโก้เสียงใส ที่สามารถร้องเพลงได้ทุกแนวไม่ว่าจะร็อค หรือร่วมสมัย


แมตช์ หรือ เบน แฮมมิลล์ มนุษย์กลายพันธุ์เจ้าของพลังเพลิง ปรากฏตัวในฉากเดียวกับแดซเลอร์ เป็นมนุษย์กลายพันธุ์เด็กวัยรุ่นผิวสีที่กำลังจุดไฟให้กับกองฟืน ซึ่งในคอมมิคนั้นแมตช์เป็นหัวหน้าทีมมนุษย์กลายพันธุ์ชื่อ เพนตากอน ที่หัวร้อนเพราะการกระทำของดาร์ก ฟีนิกซ์
 
เซลีน สาวสกินเฮดพลังจิตฝ่ายแม็กนีโต้ที่กล้างัดข้อกับเซเวียร์ มีชื่อจริงว่า เซลีน กัลลิโอ เจ้าของสมญานามราชินีสีดำแห่งคลับเพลิงอเวจี ซึ่งเป็นคลับลับที่รวมตัวศัตรูคู่แค้นกับทีม X-Men และมีเป้าหมายหลักคือจัดการจีน เกรย์และยึดพลังมาใช้ประโยชน์ส่วนตัว

เรด โลตัส หรือพอล ฮาร์ค ในภาพยนตร์ใช้ชื่อว่า อาริกิ เป็นมนุษย์กลายพันธุ์ทีมแม็กนีโต้ที่ช่วยทีม X-Men ต่อสู้กับเอเลี่ยนเผ่าดี’บารีบนรถไฟ ในฉบับคอมมิคเขาคือมนุษย์กลายพันธุ์เชื้อสายจีน เจ้าของฉายาเปียพิฆาต ที่แฝงตัวเข้าไปในคลับเพลิงอเวจีของเซลีน เพื่อช่วยเหลือมนุษย์กลายพันธุ์ที่ถูกกดขี่เยี่ยงทาสในคลับนั้น เขาถูกเซลีนจับได้และเกือบถูกฆ่าตาย แต่โชคดีที่มาร์เวล เกิร์ลมาช่วยชีวิตไว้ได้

 

ภารกิจส่งกระสวยอวกาศในท่องโลกคือเรื่องจริง!

ในปี 1992 นาซ่าได้ส่งกระสวยอวกาศชื่อว่า เอนเดฟเวอร์ ออกนอกโลกเป็นครั้งแรกจริงนวันที่ 7 พฤษภาคม มีชื่อภารกิจว่า STS-49 แต่โชคดีที่นักบินอวกาศทั้งหมดเดินทางกลับมายังผืนโลกได้อย่างปลอดภัย ไม่ได้พบกับแสงสุริยะลึกลับจนต้องเรียกทีมมนุษย์กลายพันธุ์ไปช่วยอย่างเช่นในภาพยนตร์ “X-Men: Dark Phoenix”

 

ชื่อของเจ้าหน้าที่ทหารหน่วย “M.C.U” บังเอิญหรือตั้งใจ?

จากบทสัมภาษณ์ของ ไซมอน คินเบิร์ก จากเว็บไซต์ cnet.com แรกเริ่มเดิมทีเขาไม่ได้ตั้งใจว่าจะตั้งให้เข้ากับจักรวาลมาร์เวล จนกระทั่งฝ่ายออกแบบงานโปรดักชั่นออกไอเดียว่าให้ชื่อ Mutant Containment แปลตรง ๆ ก็บรรจุมนุษย์กลายพันธุ์ (แต่เรียกว่ารวบรวมหรือปราบปรามมนุษย์กลายพันธุ์จะดีกว่า) และพอใส่คำว่า Unit ที่แปลว่าหน่วยเข้าไป ก็กลายเป็น Mutant Containment Unit หรือหน่วยปราบปรามมนุษย์กลายพันธุ์ ที่ใช่อักษรย่อว่า M.C.U. ไปโดยปริยาย นับเป็นเรื่องบังเอิญที่ลงล็อกเป๊ะจริง ๆ

 

ทั้งนี้ แม้ไซมอน คินเบิร์กจะไม่ได้ตั้งใจพาดพึงถึงอีกค่ายหนัง แต่ก็ได้กล่าวถึงประธานใหญ่ฝั่งมาร์เวล ผู้เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับ X-Men ภาคแรกอย่าง เควิน ฟีจ ไว้ด้วยว่า เขารู้สึกชื่นชมเควินมาก ในฐานะโปรดิวเซอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในการทำภาพยนตร์ โดยเฉพาะกับผลงานในจักรวาล MCU ที่ออกมาดีเกินกว่าที่สาวกคอมมิคอย่างเขาจะจินตนาการ

 

“จีโนชา” เมืองแห่งมนุษย์กลายพันธุ์ทีมแม็กนิโต้

ในจักรวาลภาพยนตร์ X-Men เรารู้จักเกาะจีโนชาครั้งแรกใน X-Men (2000) เป็นฐานที่อยู่ของแม็กนีโต้ที่ภายนอกเหมือนเกาะร้างธรรมดา แต่ภายในนั้นตกแต่งไปด้วยของจากเหล็กทั้งหมด เพื่อให้แม็กนีโต้ได้ใช้งานอย่างสะดวก ก่อนใน X-Men: The Last Stand แม็กนีโต้จะย้ายไปตั้งถิ่นฐานในป่าข้างนอก เมื่อตัดสินใจว่าจะเปิดให้เกาะนี้เป็นที่หลับภัยสำหรับมนุษย์กลายพันธุ์พันธมิตรของเขา ซึ่งเราได้เห็นใน “X-Men: Dark Phoenix” ว่าความตั้งใจของแม็กนีโต้สำเร็จผล เขามีพวกพ้องมนุษย์กลายพันธุ์มากมาย และได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขตามต้องการ ก่อนจีน เกรย์จะมาเยือนและต่อสู้กับกองทหารที่มาตามล่าเธอ ณ เกาะแห่งนี้

 

ส่วนฉบับคอมมิคจีโนชาเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ในคาปสมุทรฝั่งทวีปแอฟฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างเกาะเซเชล์สและตอนเหนือของเกาะมาดากัสการ์ ในสมัยก่อนเป็นเกาะที่เจริญรุ่งเรืองและร่ำรวยมากที่สุด แต่มีระบอบการจับมนุษย์กลายพันธุ์มาใช้งานเยี่ยงทาสทั้ง ๆ ที่พวกเขาคือชนพื้นเมืองบนเกาะนี้ ก่อนแม็กนีโต้จะกวาดล้างมนุษย์ทั้งหมดออกไปจากเกาะเพื่ออุดมการณ์ให้โลกนี้มีแต่มนุษย์กลายพันธุ์ นับตั้งแต่นั้นเกาะจีโนชาก็กลายเป็นสนามรบย่อม ๆ ของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลและเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ สุดท้ายเกาะจีโนชาถูกระเบิดจมลงด้วยฝีมือแม็กนีโต้และทีม X-Men เพื่อกำจัดกองทัพ ดาร์ก ไรเดอร์ ที่หวังบุกเข้ายึดครองเกาะ

 

โรงเรียนจีน เกรย์เพื่อเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์

หลังจากจีนสละชีวิตของตัวเองปกป้องครอบครัวของเธอ รวมถึงเซเวียร์ขอเกษียณตัวเองจากการเป็นเจ้าของโรงเรียนสอนมนุษย์กลายพันธุ์ โรงเรียนของเขาได้เปลี่ยนไปใช้ชื่อว่า “Jean Grey School for Gifted Youngsters” เพื่อระลึกถึงจีน เกรย์ เป็นการเชื่อมโยงกับคอมมิคฉบับ X-Men: Schism ที่วูล์ฟเวอรีนและไซคลอปส์ทะเลาะกันใหญ่โตจนโรงเรียนต้องปิดตัวลง วูล์ฟเวอรีนจึงตกลงกับคิตตี้ ไพรด์เปิดโรงเรียนขึ้นมาใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็น “Jean Grey School for Higher Learning” เพื่อเป็นเกียรติให้กับนักเรียนคนแรกของพวกเขา

 

เก็บตกเกร็ดหนังดีน่าสนใจ

• “X-Men: Dark Phoenix” เปิดเรื่องด้วยเสียงบรรยายของจีนเกรย์ เหมือนกับ “X-Men” ภาคแรกเมื่อปี 2000 ที่เปิดเรื่องด้วยเสียงบรรยายของโปรเฟสเซอร์ X (แพทริค สจ๊วต) ที่พูดถึงประเด็นคล้ายกันว่า มนุษย์กลายพันธุ์คือการเปลี่ยนแปลงของวิวัฒนาการ

 

• “ลูน่า” ชื่อน้องหมาโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ของตัวละครเจสสิกา แชสเทน ก่อนโดนเอเลี่ยนยึดร่าง มาจากชื่อ ลูน่า แม็กซิมอฟ ลูกสาวของควิกซิลเวอร์และคริสตัล ซึ่งเป็นทายาทมิวแทนท์คนแรกในฉบับคอมมิค

 

• ปลอกคอล็อกตัวมนุษย์กลายพันธุ์ ที่กองทัพทหารใช้หลังต่อสู้กันกลางมหานครนิวยอร์ก เป็นแบบเดียวกับที่ใช้ใน Deadpool 2 แต่ดูเหมือนว่าของพี่เกรียนเดดพูล เวด วิลสันจะถอดยากกว่าของทีม X-Men หลายขุม

 

• ในตอนท้ายเราจะเห็นว่ามีฟีนิกซ์บินอยู่บนท้องฟ้า พาให้นึกถึง X2: X-Men United (2003) ที่จีน เกรย์ตายและตอนจบมีฟีนิกซ์ยินโลดแล่นอยู่ในผืนน้ำเป็นฉากปิดท้ายภาพยนตร์เช่นเดียวกัน นับเป็นการส่งสาส์นว่า เธอยังอยู่กับเราเสมอและไม่วันใดก็วันหนึ่งเธอจะฟื้นคืนกลับมา เช่นเดียวกับตำนานแห่งนกฟีนิกซ์

 

• คริส แคลร์มองต์ ร่วมแจมภาพยนตร์ ในบทบาทแขกผู้มีเกียรติที่ได้ร่วมงานเฉลิมฉลองให้กับ X-Men ณ ทำเนียบขาว

 

• เมืองเรดฮุค บ้านเกิดที่จีน เกรย์เดินทางกลับไปหาพ่อ ในฉบับคอมมิคนั้นเป็นเมืองที่ฝ่ายร้ายไฮดร้าและแนวร่วมสมาพันธ์กู้ชาติใช้เป็นฐานทัพลับ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของกัปตัน อเมริกาที่เขาย้ายมาอาศัยอยู่เมื่อรู้ประวัติตนเอง

 

• ชุดใหม่ของทีม X-Men ที่ออกแบบเป็นบอดี้สูทพร้อมสัญลักษณ์ X สีเหลืองอยู่กลางเสื้อ ออกแบบอ้างอิงมาจากฉบับคอมมิคของคริส แคลร์มองต์ ซึ่งเป็นชุดนี่แฟนหนังวิจารณ์ว่าเป็นชุดที่ดูงบน้อยที่สุด แต่ก็ดูเคารพต้นฉบับคอมมิคที่สุดในแฟรนไชส์

 

• ตอนแรก “X-Men: Dark Phoenix” มีแผนว่าจะพาตัวละครวูล์ฟเวอรีนกลับมาเพื่อส่งท้ายแฟรนไชส์ด้วย แต่ก็ต้องตัดออกเพราะช่วงอายุที่ห่างกันเกินไป หรืออาจแย่งซีนจนคนลืมไปว่านี่คือหนังที่เล่าเรื่องราวของดาร์ก ฟีนิกซ์ รวมถึงไม่เข้าใจว่าทำวูล์ฟเวอรีนถึงฟื้นคืนชีพกลับมาได้

 

ที่มา: denofgeek.com, digitalspy.com, whatculture.com
 

: เกร็ดหนังดี, X-Men: Dark Phoenix, Dark Phoenix

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

  • เกร็ดเบื้องหลังน่าสนใจ Justice League จากปากของผู้กำกับฯ แซ็ค สไนเดอร์
  • เกร็ดเบื้องหลัง Greenland หนังมหันตภัยละเมียดละไมงานสร้าง สู่ความระทึกขั้นสุดแห่งปี!
  • 10 เรื่องเล่าหลังฉากจาก จอร์แดน โว้กท์-โรเบิร์ต ผกก. “Kong: Skull Island”
  • เก็บตก 15 เรื่องน่าสนใจของ “Godzilla” จากผกก. แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์
  • โซฟี เทอร์เนอร์ หวั่นใจ ไม่กล้าคิดหวนคืนจักรวาล X-Men ในอนาคต
  •  
     
     
    ร่วมแสดงความคิดเห็น
     
    ชื่อ :
     
    ความคิดเห็น :